Nvidia RTX 5090 has gone out of stock at US retailers – and third-party seller prices have hit RAM-like ridiculous levels

uxptenllujkgtsx2xhugyy 2000 80

การ์ดจอรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Nvidia RTX 5090 กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในตลาดสหรัฐอเมริกา หลังจากที่หายไปจากชั้นวางของร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของต้องหันมาจับจ่ายกับผู้ขายรายย่อยที่ตั้งราคาสูงลิ่วจนเทียบเคียงได้กับราคาคอมพิวเตอร์ชุดสำเร็จรูปทั้งเครื่อง ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงปัญหาการขาดแคลนสต็อก แต่ยังสร้างความสับสนในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคว่าควรจะลงทุนแค่การ์ดจอตัวเดียวหรือจะเพิ่มงบเล็กน้อยเพื่อจัดหาเครื่อง PC ทั้งเครื่องดีกว่า

บทความนี้จะพาคุณไว้วิเคราะห์สถานการณ์การขาดแคลนสต็อกของ RTX 5090 อย่างละเอียด พร้อมทั้งเปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่างการจัดหาการ์ดจอตัวเดียวจากตลาดเทากับการสั่งซื้อคอมพิวเตอร์ชุดสำเร็จรูปที่มีส่วนประกอบครบครัน เราจะสำรวจสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังความวุ่นวายครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตวิทยาการซื้อของผู้บริโภคหรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ รวมถึงยังมีสถานการณ์ล่าสุดจากตลาดต่างประเทศที่อาจแตกต่างจากในสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง

🎯 สรุปสั้นๆ

  • ร้านค้ายักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ไม่มีสต็อก RTX 5090 ขายโดยตรง หมดสิทธิ์จากชั้นวางและร้านค้าออนไลน์
  • ผู้ขายบุคคลที่สามกำลังเสนอราคาการ์ด RTX 5090 ในระดับ 3,500 – 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งสูงเกินไปอย่างไม่น่าเชื่อ
  • การซื้อคอมพิวเตอร์ชุดสำเร็จรูป (Prebuilt PC) ที่มีการ์ดรุ่นนี้ให้มาอาจคุ้มค่ากว่า เพราะราคาใกล้เคียงกับการซื้อการ์ดเดี่ยวแต่ได้ชิ้นส่วนอื่นมาด้วย
  • การตื่นตระหนกก่อนการขึ้นราคา (Panic buying) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สต็อกหายไปอย่างรวดเร็ว

วิกฤตการขาดแคลน RTX 5090 ในสหรัฐอเมริกา

สถานการณ์ในตลาดสหรัฐอเมริกาตอนนี้ถือว่าอยู่ในภาวะวิกฤตสำหรับเกมเมอร์และผู้ที่ต้องการการ์ดจอระดับไฮเอนด์อย่าง Nvidia RTX 5090 เพราะรายงานล่าสุดระบุว่าการ์ดรุ่นนี้ได้หายไปจากชั้นวางของร้านค้าชั้นนำทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Newegg, Amazon, Best Buy หรือแม้แต่ Micro Center ต่างก็ไม่มีสต็อกสำหรับขายโดยตรงจากร้านค้า ทำให้ผู้ซื้อที่เข้าไปดูในเว็บไซต์เหล่านี้จะพบว่าไม่สามารถกดสั่งซื้อจากทางร้านได้เลย และแม้ว่าบางรายงานจะบอกว่ามีสินค้าแต่ก็พบว่าเป็นการแจ้งสถานะที่หมดสต็อกไปแล้ว

สิ่งที่เหลืออยู่บนเว็บไซต์เหล่านั้นคือข้อเสนอจากผู้ขายบุคคลที่สามหรือ Third-party sellers ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาด แต่ด้วยความที่สินค้าขาดตลาดและมีความต้องการสูง พวกเขาจึงตั้งราคาขายไว้ในระดับที่เรียกได้ว่าสูงลิ่วและไม่น่าเชื่อ โดยการ์ด RTX 5090 ในตลาดเทาหรือ Grey market ขณะนี้มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ และบางรุ่นอาจจะพุ่งไปถึง 4,000 ดอลลาร์ ซึ่งราคานี้สูงกว่าราคาที่ตั้งโดยผู้ผลิตไปมากมาย และส่วนใหญ่ก็ยังเป็นการจัดส่งจากต่างประเทศอีกด้วย


ทำไมการซื้อ PC ประกอบสำเร็จรูปจึงดีกว่าการซื้อการ์ดเดี่ยว?

เมื่อเทียบราคาการ์ด RTX 5090 จากผู้ขายรายย่อยที่แพงเกินจริงกับราคาของคอมพิวเตอร์ชุดสำเร็จรูป จะพบว่าความคุ้มค่าอาจเอียงไปทางการซื้อเครื่อง PC ทั้งเครื่องมากกว่าอย่างน่าเหลือเชื่อ ตัวอย่างเช่น ที่ร้าน Micro Center มีคอมพิวเตอร์รุ่น HP Omen gaming rig ที่มีการ์ด RTX 5090 ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน มีราคาเพียงประมาณ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับราคาการ์ดจอเดี่ยวที่ขายโดยบุคคลที่สามที่ 4,000 ดอลลาร์ แต่ผู้ซื้อจะได้ชิ้นส่วนอื่นๆ มาครบถ้วนในตัว

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าพบว่า การจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์จากการซื้อการ์ดจอเดี่ยว คุณจะได้รับอุปกรณ์ภายในระดับไฮเอนด์เพิ่มเติมเข้าไปในทันที ไม่ว่าจะเป็นแรม (RAM), ฮาร์ดดิสก์ความเร็วสูง (SSD), ซีพียู (CPU) และแหล่งจ่ายไฟ (Power Supply) ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้ผลิตเครื่อง PC ซื้อชิ้นส่วนเหล่านี้ในปริมาณมหาศาลทำให้ต้นทุนต่ำ หากใครมีกลยุทธ์พิเศษอาจเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ชุดสำเร็จรูปนี้แล้วทำการขายชิ้นส่วนอื่นทิ้ง เพื่อให้ต้นทุนในการได้มาซึ่ง GPU ตัวนี้ต่ำลง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงเวลาที่ราคาการ์ดจอผิดปกติอย่างนี้


สาเหตุเบื้องหลังความวุ่นวายในตลาด

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดการ์ดจอในครั้งนี้เกิดความวุ่นวายนั้นมาจากจิตวิทยาของผู้บริโภคที่เกิดอาการ Panic buying หรือการซื้อของตื่นตระหนกเพราะกลัวว่าราคาจะสูงขึ้นในช่วงต้นปี ข่าวลือและการคาดการณ์เรื่องการปรับราคาทำให้ผู้คนต่างพากันรีบออกตามหาซื้อเก็บไว้ก่อนที่สต็อกจะหมด สร้างบรรยากาศเหมือนกับวันแรกที่มีการวางขายสินค้าหรือ Launch day vibes ที่ทุกคนต่างรีบจับจองเพื่อไม่ให้พลาดโอกาส โดยไม่ได้คำนึงถึงราคาที่แท้จริงมากนัก

จากการสังเกตการณ์และหลักฐานต่างๆ ที่ถูกแชร์ในเว็บบอร์ดอย่าง Reddit และการลงพื้นที่หน้าร้าน Micro Center พบว่ามีคนจำนวนมากต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อสินค้านี้ตั้งแต่เช้าตรู่ การกระทำนี้ทำให้สต็อกที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกดูดซับหมดลงไปในเวลาอันรวดเร็ว และเมื่อความต้องการมากกว่าอุปสงค์ ผู้ขายบุคคลที่สามจึงเห็นโอกาสในการดึงราคาขึ้นสูง จนกลายเป็นวงจรอันเลวร้ายที่ยากจะหยุดยั้งในระยะสั้น และส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องการซื้อมาใช้งานจริงโดยไม่ได้ตั้งใจจะค้าขายต่อ


สถานการณ์ในตลาดต่างประเทศและคำเตือน

แม้ว่าสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาจะดูเลวร้ายและขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก แต่ภาพรวมในตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร (UK) ยังคงมีสัญญาณที่ดีกว่าเล็กน้อย โดยยังมีร้านค้าบางแห่งที่มีสต็อกของ RTX 5090 เหลืออยู่ให้ลูกค้าได้เข้าไปสั่งซื้อได้ตามปกติ เช่น ที่ร้านค้าอย่าง Over ซึ่งแตกต่างจากสภาพตลาดในอเมริกาที่แทบจะไม่เห็นตัวการ์ดจอเลยในช่องทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในต่างประเทศก็ควรระวังและติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพราะแนวโน้มที่สต็อกจะเริ่มหายไปจากตลาดโลกอาจเกิดขึ้นได้เช่นกันหากความต้องการยังคงสูงต่อเนื่องเหมือนในสหรัฐฯ การตัดสินใจซื้อในช่วงเวลานี้จึงควรทำความเข้าใจข้อมูลและเปรียบเทียบราคาจากหลายๆ แหล่งก่อนจะจ่ายเงิน เพื่อป้องกันการถูกโกงด้วยราคาที่บิดเบือนจากผู้ขายที่ไม่น่าไว้วางใจ และควรพิจารณาทางเลือกอื่นเช่นการซื้อเครื่องประกอบสำเร็จรูปดูว่าอาจจะประหยัดและคุ้มค่ากว่าในบางกรณี

สรุปแล้ว การหายตัวไปของ Nvidia RTX 5090 จากร้านค้าใหญ่ในสหรัฐฯ และการราคาพุ่งสูงในตลาดเทา ได้สร้างความท้าทายใหม่ให้กับเหล่าเกมเมอร์ที่ต้องการอัปเกรดเครื่อง แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์นี้ก็ชี้ให้เห็นว่าการซื้อคอมพิวเตอร์ชุดสำเร็จรูปอาจเป็นทางออกที่ฉลาดกว่าในช่วงเวลานี้ เพราะนอกจากจะได้เจ้าของการ์ดจอรุ่นโปรดแล้ว ยังได้อุปกรณ์ครบชุดในราคาที่ไม่แตกต่างจากการซื้อการ์ดเดี่ยว ขณะที่ผู้บริโภคควรระมัดระวังการตัดสินใจแบบ Panic buy และควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนจะลงทุนเพื่อความคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *