สรุปบทความ: 3 วิธีสนุกที่ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของสมอง
- asdasdsadsdsad
บทนำ: ทำไมสมองจึงต้องการความท้าทาย
สมองของมนุษย์มีแนวโน้มเลือกทางที่ง่ายและประหยัดพลังงานโดยธรรมชาติ และเทคโนโลยีในปัจจุบันยิ่งเสริมพฤติกรรมนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การหลีกเลี่ยงความท้าทายทางความคิดอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะ “ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี” ของคนในหลายส่วนของโลกกำลังสั้นลง แม้ว่าอายุขัยโดยรวมจะยาวขึ้นก็ตาม
นักจิตวิทยา Alan Gow จากมหาวิทยาลัย Heriot-Watt ชี้ว่

าในทุกช่วงอายุ มีสิ่งที่เราทำได้เพื่อเสริมทักษะการคิด และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างรุนแรง เพียงแค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยในด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ ก็ช่วยสร้าง “cognitive reserve” หรือสำรองพลังสมองที่มีผลปกป้องสมองจากการเสื่อมถอยได้
วิธีที่ 1: ฝึกทักษะการนำทางเชิงพื้นที่
ฮิปโปแคมปัส คือส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ด้านการนำทางและการจดจำพื้นที่ และเชื่อกันว่าเป็นส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบจากโรคอัลไซเมอร์ก่อนที่อาการจะปรากฏ ด้วยเหตุนี้ การฝึกฝนส่วนนี้ของสมองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นักประสาทวิทยา Dennis Chan จาก University College London ระบุว่าการตรวจพบความบกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้รับมือได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
งานวิจัยพบว่าคนขับรถพยาบาลและแท็กซี่มีอัตราการเสียชีวิตจากอัลไซเมอร์ต่ำที่สุดในบรรดาอาชีพต่าง ๆ เนื่องจากพวกเขาใช้สมองในการประมวลผลเชิงพื้นที่อยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังพบว่าคนขับแท็กซี่ที่ท่องจำเส้นทางโดยไม่ใช้แผนที่มีฮิปโปแคมปัสที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ
ในทางปฏิบัติ เราสามารถฝึกทักษะนี้ได้หลายวิธี เช่น เล่นกีฬาโอเรียนเทียริง ฝึกจดจำทิศทางโดยไม่พึ่งพา GPS หรือเล่นเกมนำทางเสมือนจริงที่ออกแบบมาเพื่อฝึกสมองโดยเฉพาะ การใช้ GPS บ่อยเกินไปอาจส่งผลเสียต่อความจำด้านพื้นที่ได้
วิธีที่ 2: รักษาความสัมพันธ์ทางสังคม
การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างสม่ำเสมอเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันการเสื่อมถอยของสมอง การศึกษาขนาดใหญ่พบว่าผู้ที่มีกิจกรรมทางสังคมสูงในช่วงวัยกลางคนและวัยสูงอายุ มีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่าถึง 30-50% และในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อม ผู้ที่มีกิจกรรมทางสังคมน้อยที่สุดจะแสดงอาการเร็วกว่าผู้ที่มีกิจกรรมทางสังคมมากถึง 5 ปี
นักระบาดวิทยา Pamela Almeida-Meza จาก King’s College London อธิบายว่าการพูดคุย ถกเถียง และแลกเปลี่ยนความคิดช่วยปกป้องสมอง เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นกระตุ้นสมองหลายส่วนพร้อมกัน ทั้งด้านภาษา ความจำ และการวางแผน รวมถึงยังช่วยลดความเครียดเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำลายเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสได้
วิธีที่ 3: เรียนรู้ตลอดชีวิต
จำนวนปีที่ใช้ในการศึกษาเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการแก่ชราอย่างมีสุขภาพดี ผู้ที่ใช้เวลาเรียนนานกว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำกว่า และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตให้ผลเช่นเดียวกัน เพราะสมองชอบความท้าทายและสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งช่วยเสริมสร้างส่วนที่เปราะบางต่อการเสื่อมถอยตามวัย
กลไกสำคัญอยู่ที่ “neuroplasticity” หรือความสามารถของสมองในการปรับตัวและสร้างเซลล์ประสาทใหม่ตลอดชีวิต Chan ชี้ว่าความสามารถในการสร้างเซลล์ประสาทและจุดเชื่อมต่อใหม่นี้เองที่ทำให้คนมีภูมิต้านทานต่ออัลไซเมอร์ การศึกษาระยะยาวยังพบว่าผู้ที่สะสม cognitive reserve ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างปัญญา จะมีความจำที่เสื่อมถอยน้อยกว่าแม้จะเคยมีคะแนนทดสอบต่ำตั้งแต่วัยเด็ก
กิจกรรมที่แนะนำ ได้แก่ การทำสวน เข้ากลุ่มอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่อ่านกับเพื่อน สิ่งสำคัญคือยิ่งเราอายุมากขึ้น ชีวิตประจำวันยิ่งซ้ำซากจำเจและมีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่น้อยลง ดังนั้นการแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ จึงสำคัญเป็นพิเศษในวัยสูงอายุ
บทสรุป
ทั้งสามวิธีนี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลสมองไม่จำเป็นต้องยากหรือน่าเบื่อ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเส้นทางใหม่ อ่านหนังสือ หรือการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนช่วยสร้างสมองที่แข็งแกร่งและชะลอการเสื่อมถอยตามวัยได้ทั้งสิ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงดีต่อสุขภาพสมอง แต่ยังทำให้ชีวิตมีความสุขและมีความหมายมากขึ้นด้วย

