สรุปบทความ: ซากไดโนเสาร์มูลค่าหลายล้าน ระหว่างความฝันของนักสะสมและความกังวลของนักวิทยาศาสตร์
ส่วนที่ 1: ตลาดซากไดโนเสาร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ซากไดโนเสาร์กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ร้อนแรงในโลกของนักสะสมผู้มั่งคั่ง โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา มีซากไดโนเสาร์ถึง 3 ชิ้นที่ขายได้ในราคาเกิน 30 ล้านดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูก T. rex ชื่อ “Stan” ที่ขายได้ 31.8 ล้านดอลลาร์ในปี 2020 หรือ Stegosaurus ชื่อ “Apex” ที่ทุบสถิติด้วยราคา 44.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ล่าสุด ซาก Triceratops เกือบสมบูรณ์ชื่อ “Trey” ถูกขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ Joopiter ของ Pharrell Williams ในราคา 5.55 ล้านดอลลาร์
เจ้าของ Trey คือ Chaw Wei Yang นักสะสมงานศิลปะวัย 26 ปีชาวสิงคโปร์ที่ซื้อซากไดโนเสาร์นี้ไว้เพื่อตอบสนองความฝันในวัยเด็ก ก่อนจะนำไปเก็บรักษาในคลังสินทรัพย์ระดับสูงสุดในสิงคโปร์เพื่อเตรียมประมูล Yang มองว่าซากไดโนเสาร์เป็นสินทรัพย์ที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ทางการลงทุนอย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับไวน์ งานศิลปะ หรือรถยนต์คลาสสิก แรงดึงดูดของไดโนเสาร์มาจากความทรงจำในวัยเด็กและจินตนาการที่ทุกคนมีร่วมกัน ทำให้มันกลายเป็นสินค้าที่มีอุปสงค์สากล
ส่วนที่ 2: ความขัดแย้งระหว่างสิทธิ์การครอบครองและประโยชน์สาธารณะ
นักบรรพชีวินวิทยาจำนวนมากกังวลอย่างยิ่งต่อการที่ซากไดโนเสาร์สำคัญทางวิทยาศาสตร์ตกไปอยู่ในมือเอกชน Steve Brusatte แห่งมหาวิทยาลัยเอดินบะระชี้ว่า เงิน 30 ล้านดอลลาร์ที่ใช้ซื้อซากไดโนเสาร์เพียงชิ้นเดียว สามารถนำไปสนับสนุนงานวิจัยทางวิชาการได้หลายสิบปี และพิพิธภัณฑ์สาธารณะไม่อาจแข่งขันด้านราคากับมหาเศรษฐีหรือรัฐบาลกลุ่มประเทศอ่าวได้อีกต่อไป ความกังวลสูงสุดคือซากไดโนเสาร์อาจ “หายไปในอากาศ” คือถูกเก็บไว้ในคอลเลกชันส่วนตัวโดยไม่มีใครได้ศึกษาหรือชื่นชมอีก
อย่างไรก็ตาม Paul Barrett จากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติลอนดอนมองในเชิงปฏิบัตินิยมมากกว่า โดยชี้ให้เห็นว่าวงการบรรพชีวินวิทยามีความสัมพันธ์แบบพึ่งพากับการค้าซากดึกดำบรรพ์มาโดยตลอด แม้แต่คอลเลกชันขนาดใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ชั้นนำก็ได้มาจากนักสะสมเชิงพาณิชย์ ส่วนข้อเสนอให้ออกกฎหมายควบคุมก็มีจุดอ่อน เพราะอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพารายได้จากการขายซากฟอสซิลที่พบในที่ดินของตนเอง แม้ Brusatte จะหนักใจกับราคาที่พุ่งสูง แต่ก็มองเห็นแง่บวกว่า ความตื่นเต้นของสาธารณชนต่อไดโนเสาร์ที่สะท้อนผ่านราคาประมูล คือพลังที่จะช่วยขับเคลื่อนความสนใจในวิทยาศาสตร์สาขานี้ต่อไปในระยะยาว

